เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย และคณะกรรมการองค์กรพัฒนาเอกชนด้านเอดส์
ขอเชิญร่วมแถลงข่าว สนับสนุนร่าง พรบ. คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข
เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวีฯและเครือข่ายองค์กรด้านเอดส์
เรียกร้องให้หมอชุดดำ หยุดขู่ประชาชน และหยุดใช้ประชาชนเป็นตัวประกัน
จากที่มีการเสนอร่าง พรบ. คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ. .... เข้าสู่วาระการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรสมัยสามัญนิติบัญญัติถึง 7 ร่าง ซึ่งเมื่อดูจากเจตนารมณ์และหลักการสำคัญของร่างพรบ.ฉบับดังกล่าวทั้ง 7 ฉบับ เน้นหลักการ 3 เรื่องเหมือนกันคือ การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบและผู้ได้รับความเสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข การพัฒนาระบบป้องกันความเสียหาย และลดการฟ้องร้อง เพื่อสนับสนุนผู้ให้บริการทำงานอย่างมีความสุขไม่ต้องกังวลเรื่องการฟ้องร้อง จะเห็นว่าหลักการของร่าง พรบ.ดังกล่าว เป็นกฎหมายที่ตั้งอยู่บนฐานของการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน โดยการให้สิทธิในการได้รับการเยียวยาจากรัฐ หากประสบความเสียหายจากการมารับบริการสาธารณสุข โดยที่ผู้ป่วย หรือผู้ประสบความเสียหาย และญาติ ไม่จำเป็นต้องไปดำเนินการฟ้องร้องเพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบจากสถานบริการนั้นๆหรือ แพทย์ ซึ่งสอดคล้อง และได้รับการสนับสนุนทั้งจากนักวิชาการอิสระ นักวิชาการด้านการแพทย์ สถาบันการศึกษา และสถาบันที่เป็นแนวหน้าในการพัฒนาระบบสาธารณสุข รวมถึงการสำรวจความเห็นของประชาชนที่ได้รับรู้ข้อมูล ข่าวสาร จากช่องทางต่างๆ เช่น การสำรวจของมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ หรือ หาดใหญ่โพล ที่พบว่า 82.5% ของประชาชนเห็นด้วยให้มี พรบ.ดังกล่าว และ 32.4% เห็นว่าแพทย์จะได้รับประโยชน์จาก พรบ. ฉบับนี้ ดังนั้นการออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มแพทย์ในขณะนี้ เป็นการเคลื่อนไหวเพื่อผลประโยชน์ของใคร โดยเจตนาเพื่อปกป้องสิทธิของแพทย์ หรือเพื่อผลประโยชน์ในแพทยสภา
เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย คณะกรรมการองค์การพัฒนาเอกชนด้านเอดส์ เครือข่ายพนักงานบริการ และเครือข่ายความหลากหลายทางเพศเห็นว่า การออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มแพทย์กลุ่มหนึ่งคัดค้านต่อร่างพรบ. เป็นการนำไปสู่ความสับสน และเกิดความไม่มั่นใจในการให้บริการของแพทย์ เช่นการขู่ว่าหาก พรบ. นี้ออกมาจะทำให้แพทย์ในโรงพยาบาลชุมชนไม่รับรักษาผู้ป่วย เป็นการสร้างกระแสที่มีเจตนาในการใช้อำนาจของการเป็นวิชาชีพมาต่อรอง เท่ากับเป็นการ จับผู้ป่วยเป็นตัวประกัน โดยกลุ่มแพทย์ดังกล่าวมีเหตุกล่าวอ้างที่ไม่มีความชัดเจนและบิดเบือนในหลายเรื่อง เช่น การอ้างว่าการออกมาสนับสนุนร่าง พรบ.ฉบับนี้ ของกลุ่มเอ็นจีโอ หรือภาคประชาชน เป็นการพยายามตั้งหน่วยงานเพื่อรองรับงบประมาณให้กับตัวเอง โดยอ้างตัวอย่างคณะอนุกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งในข้อเท็จจริงการเข้าไปเป็นคณะอนุกรรมการฯ ไม่ว่าในชุดใดของภาคประชาชน เป็นการเข้าไปทำงานผลักดันบนฐานประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง และอยู่ในสัดส่วนที่ไม่ได้มากเกินภาคส่วนอื่นๆ หากจะคิดสัดส่วนจริงๆกลับพบว่าผู้แทนในวิชาชีพทางการแพทย์กลับมีที่นั่งในคณะทำงาน คณะกรรมการ ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพฯมากกว่าส่วนอื่นทั้งสิ้น
รายละเอียดเพิ่มเติม>>
|